TASC3 ข่าวออนไลน์

อ่านข่าว อ่านบทความ อัปเดท 24ชม.

เตือน Hyperinflation ปัจจัยคุกคามเศรษฐกิจโลก

คอลัมน์ ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

“แจ็ก ดอร์ซีย์” ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของทวิตเตอร์ เป็นคนแรกที่พูดถึง “ไฮเปอร์อินแฟลชั่น” (hyperinflation) ในการทวีตตอบคำถามขอความคิดเห็นเมื่อคืนวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา จนกลายเป็นข่าวไปทั่วโลก

ดอร์ซีย์ไม่ได้พูดถึง “ภาวะเงินเฟ้อสูง” แบบที่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายคน เชื่อว่าจะยังคงอยู่กับเรานานกว่าที่คาดหมายไว้ แต่เจาะจงใช้คำว่า “ไฮเปอร์อินแฟลชั่น” เป็นพิเศษ

ไฮเปอร์อินแฟลชั่น ไม่ใช่ภาวะเงินเฟ้อปกติทั่วไป แต่เป็นสถานการณ์ที่ “ราคา” ของสินค้าและบริการทั้งหลาย พุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งแบบ “ควบคุมไม่ได้”

จุดเริ่มต้นของไฮเปอร์อินแฟลชั่น มักจะเป็นเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดการ “ดิสรัปต์” รุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทาน ตัวอย่าง เช่น การเกิดสงคราม หรือเกิดการลุกฮือขึ้นชุมนุมประท้วง หรือไม่ก็เกิดภาวะ “ซัพพลายช็อก” ครั้งใหญ่ขึ้น จนเป็นเหตุให้ซัพพลายที่เป็นสินค้าและบริการต่าง ๆ ทั้งหลายลดลงมากอย่างฉับพลัน ส่งผลกระทบต่อราคาและค่าจ้างในที่สุด

ไฮเปอร์อินแฟลชั่นนอกจากจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมากแล้ว ยังส่งผลต่อค่าเงินของประเทศนั้นมหาศาลอีกด้วย

ดอร์ซีย์ให้ทรรศนะไว้ว่า ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาจะแย่ลงอีกมากในไม่ช้าไม่นานนี้ และกำลังจะกลายเป็น “ไฮเปอร์อินแฟลชั่น” ที่ “กำลังจะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง” ซึ่งแน่นอนคงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีแน่

ที่สำคัญคือเขาย้ำว่า ภาวะไฮเปอร์อินแฟลชั่น ไม่เพียงแต่จะคุกคามต่อสหรัฐอเมริกา แต่จะเกิดขึ้นไปทั่วโลกในเร็ว ๆ นี้อีกด้วย

ดอร์ซีย์ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ระดับหัวกะทิก็จริง แต่ตอนที่เขาออกมาให้ความเห็น ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกากำลังพุ่งขึ้นไปอยู่ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี และยังไม่มีทีท่าว่าจะชะลอลงในเร็ววัน

ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) ที่เป็นตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อที่รวมเอาราคาอาหารและพลังงานอยู่ด้วย เพิ่งถีบตัวสูงขึ้นอีก 0.4 % เมื่อเดือนที่แล้ว ทำให้อัตราการขยายตัวเมื่อเทียบกันปีต่อปีอยู่ที่ 5.4% สูงสุดในรอบ 30 ปีอย่างที่ว่า

อัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาหรือเฟดใช้ ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน แต่เป็นการวัดราคาที่ผู้บริโภคต้องควักกระเป๋าจริง ๆ ก็อยู่ที่ 3.6% เกินกว่าอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายของเฟดซึ่งอยู่ที่ 2% อยู่มากอยู่ดี

นั่นทำให้ “เจอโรม เพาเวลล์” ประธานเฟด แสดงความกังวลออกมา และส่งสัญญาณจะเริ่มระงับมาตรการผ่อนปรนในเชิงปริมาณ หรือคิวอี ในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

เจ้าหน้าที่ของเฟดเองยังคงยืนยันว่า การที่ราคาของสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้น เกิดจากภาวะ “ช็อก” ในห่วงโซ่อุปทานของโลกที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน เมื่อผสมเข้ากับอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการที่พุ่งสูงผิดปกติ และภาวะขาดแคลนแรงงาน ซึ่งทั้งหมดเชื่อมโยงกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างที่เห็น

สิ่งที่นักวิชาการเหล่านี้พยายามจะบอกก็คือ เมื่อปัญหาในระบบซัพพลายเชนคลี่คลาย อัตราเงินเฟ้อก็จะค่อย ๆ ลดลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

แต่คนในแวดวงบางคนกลับไม่คิดเช่นนั้น “เจฟฟรีย์ กุนด์ลัคช์” นักลงทุนในพันธบัตรระดับเศรษฐีพันล้าน ชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์บางอย่างอาจลดต่ำลงได้ในอีกไม่ช้าไม่นาน ปัจจัยบางอย่างไม่เป็นเช่นนั้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ “ค่าที่อยู่อาศัย” ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ในซีพีไอ สูงถึง 1 ใน 3 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปีนี้

กุนด์ลัคช์เชื่อว่า ปัจจัยอย่างเช่น ราคาที่พักอาศัย รวมถึงค่าจ้างแรงงานที่ถีบตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาขึ้นไปอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า ซึ่งคาดว่าอัตราเงินเฟ้อไม่น่าจะต่ำกว่า 4% ตลอดทั้งปี

ไม่ว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อสูง หรือจะเป็นไฮเปอร์อินแฟลชั่น สถานการณ์เงินเฟ้อก็คุกคามต่อการฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ของสหรัฐอเมริกา และโลกได้ทั้งสิ้น

อ่านข่าวต้นฉบับ: เตือน Hyperinflation ปัจจัยคุกคามเศรษฐกิจโลก